จากข้อมูลของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งได้นำข้อมูลของ Forbes มาวิเคราะห์ และพบว่า

นายทุนใหญ่ ตะกูลดังของไทย 4 รายแรกที่เป็นอภิมหาเศรษฐี อันได้แก่ตะกูล เจียรวรานนท์ จิราธิวัฒน์ อยู่วิทยาและสิริวัฒนภักดี ต่างรวยขึ้นมากมาย

จากปี 2556 ที่มีทรัพย์สินรวม 1.342 ล้านล้านบาท กลายมาเป็น 2.684 ล้านล้านบาทในปี 2562

 

ทั้ง 4 ตระกูลดังกล่าว มีทรัพย์สินรวมกัน 1.342 ล้านล้านบาทในปี 2556 ซึ่งในปีดังกล่าว งบประมาณแผ่นดินเป็นเงิน 2.4 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับว่า ทั้ง 4 ตระกูลมีทรัพย์สินรวมมูลค่าเท่ากับ 56% ของงบประมาณแผ่นดิน

ยิ่งในปี 2562 ปรากฏว่ามูลค่าทรัพย์สินของ 4 ตระกูลนั้นมีมูลค่ารวมกัน 2.684 ล้านล้านบาท หรือ 89% ของงบประมาณแผ่นดินไทยที่ 3 ล้านล้านบาทเลยทีเดีย

สำหรับตระกูลที่รวยสูงสุดคือ ตระกูลเจียรวรานนท์ ที่ร่ำรวยจาก 390,600 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 914,500 ล้านบาทในปี 2562 หรือเท่ากับรวยขึ้นถึง 523,900 ล้านบาท

หรือ 2.34 เท่าในแค่รอบ 6 ปีที่ผ่านมา มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินเดิม ณ ปี 2556 เสียอีก เท่ากับว่าเดือนหนึ่งรวยขึ้นถึง 15% ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือกระทั่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสถาบันการเงินต่างๆ

ทรัพย์สินที่รวยขึ้นมหาศาลนี้คาดว่าได้จากการค้าและการลงทุนในประเทศเป็นหลัก โดยเป็นธุรกิจขนาดยักษ์ที่หาคู่แข่งได้ยาก จึงเป็นลักษณะกึ่งผูกขาด คงไม่ใช่ได้จากการได้กำไรในต่างประเทศเป็นหลัก

แม้ไม่อาจบอกได้ว่าบรรดาเจ้าสัวเหล่านี้ค้ากำไรเกินควร  แต่การได้ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเติบโตของทรัพย์สินสูงถึง 12% ต่อปี นับว่าสามารถ “กอบโกย” ได้มหาศาลเลยทีเดียว

ถ้าเมตตาลดราคาสินค้าลงบ้าง ก็คงจะสามารถช่วยชาติได้มหาศาล ทำให้ประชาชนคนเล็กคนน้อยมีความสุขร่วมไปด้วย

ซึ่งในขณะเดียวกัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ทำการสำรวจข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคมทุก 2 ปีก็พบว่า

 

รายได้ต่อครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครของไทย เป็นเงินเดือนละ 49,194 บาทในปี 2556 และคาดการณ์ว่าในปี 2562 น่าจะลดลงเป็น 46,695 บาทต่อเดือน

แสดงว่าประชาชนกลับยากจนลงโดยรายได้ลดลง 2,499 บาทต่อเดือน  เท่ากับว่ารายได้ของประชาชนลดลงไป 5% ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา (ยังไม่รวมเงินเฟ้อ) หรือเท่ากับว่าปีหนึ่งรายได้ลดลงไป 1% โดยประมาณ  ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าทำไมตระกูลดังทั้ง 4 นี้ร่ำรวยได้ปานนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจของประชาชนไทยถดถอยลง

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ ความไม่สงบสุขในสังคมก็จะเกิดขึ้นไม่ขาดสาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะย่ำแย่ลง ในขณะที่นายทุนรายใหญ่ๆ กลับมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น

ในสมัยก่อนหลายประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ก็เพราะคนรวยเพียงกระจุกมือ ร่ำรวยมหาศาล แล้วสุดท้ายทรัพย์สินของคนพวกนี้ก็ถูกยึดแบ่งคืนให้กับประชาชนไป เราจึงควรแบ่งปันกันมากขึ้น เพื่อ Win Win ต่อทุกฝ่ายแทนที่จะ Lose Lose การคืนกำไรต่อสังคมอย่างจริงจัง จะทำให้ประเทศชาติน่าอยู่กว่านี้

 

ที่มา baterk.com