จากกรณีที่นายนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่อง 6ศพ ซึ่งเป็นข่าวที่ดังมากในช่วงที่ผ่านมา โดยประชาชนต่างเรียกก็ร้องให้ประหารชีวิต

จากเหตุกาณ์ดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการการลงโทษของกฎหมายไทย เพราะเกรงว่านายสมคิดนั้นคงจะไม่ถูกประหาร แม้จะฆ่าคนตายมาแล้วตั้ง 6ศพ

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยการประหารชีวิตนักโทษชายคดีฆ่าชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นรายที่ 7 ที่ใช้วิธีฉีดสารพิษให้ตาย โดยเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2552

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า  กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาด นักโทษชายธีรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เหตุเกิดที่จังหวัดตรัง

นักโทษเด็ดขาดดังกล่าว ได้ทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิต ต่อมาศาลอุทธรณ์ และ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืน ทำให้คดีนี้เป็นผลให้คดีถึงที่สุด

การบังคับโทษประหารชีวิตดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย

ซึ่งเป็นนักโทษและนับเป็นผู้ต้องขังรายที่ 7 นับแต่มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ซึ่งเปลี่ยนวิธีการบังคับโทษประหารชีวิตจากการยิงเสียให้ตาย กลายมาเป็นการการประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษเข้าร่างกาย

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยต่อไปว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 ถึงปัจจุบันมีการบังคับโทษประหารชีวิตมาแล้ว จำนวน 325 ราย โดยแยกเป็น 1. การใช้อาวุธปืนยิงจำนวน 319 ราย (ยิงรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2546) 2. การฉีดยาสารพิษ จำนวน 6 ราย (ฉีดสารพิษครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552)

การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่หนักที่สุดตามกฎหมายไทย ซึ่งมีโทษ 5 อย่าง คือ ปรับ ริบทรัพย์สิน กักขัง จำคุก และประหารชีวิต แม้หลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้วก็ตาม

แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่เช่นเดียวกับประเทศไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเน้นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย

กรมราชทัณฑ์ หวังว่าการประหารชีวิตในครั้งนี้ จะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่คิด จะก่ออาชญากรรมร้ายแรงหรือกระทำผิดกฎหมายได้ยั้งคิดถึงบทลงโทษนี้

ก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ในเคสของนายสมคิด พุ่มพวง ในท้ายที่สุดแล้วจะจบลงอย่างไร จะถูกประหารชีวิตหรือไม่

 

ที่มา nationtv.tv