ผมชื่อ เสี่ยวหมิง เมื่อ 3 ปีก่อนผมได้รู้จักับภรรยาของผม ริมฝีปาก,ฟัน,ผิวของเธอ ทุกอย่างล้วนขาวหมดจด ผมหลงรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน

ฐานะทางบ้านของเธอก็ดี แต่ผมนะหรอ เป็นเด็กชนบท พ่อแม่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อส่งเสียผมจนเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรกับเธอ แต่เป็นเพราะผมรักเธอมาก จนไม่สามารถจากเธอไปได้

ครั้งแรกที่เธอไปบ้านของผม เธอไม่ยอมเข้าบ้าน ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าประตูบ้าน ผมพยายามดึงเธอเข้ามา แต่เธอพูดเสียงเบาๆว่า “ในบ้านมีกลิ่นแปลกๆ”  รอบๆบ้านของผมมีแต่ขยะรีไซเคิลเต็มไปหมด

ในขณะนั้นเองแม่ของผมก็เดินออกมาจากห้องพร้อมน้ำ 1 แก้ว พร้อมพูดว่า “ขออภัยนะ พอดีช่วงนี้ยุ่งๆทำให้ไม่มีเวลาเก็บของมันเลยดูรกมาก แต่อย่าดูถูกของเหล่านี้นะ มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่ามากสำหรับพวกเรา” เธอไม่กล้าที่จะดื่มน้ำที่แม่ผมยกมาให้ ได้เพียงแต่รับมาไว้ในมือแล้วก็วางบนโต๊ะ

วันนั้นแม่ผมขอร้อง ผมและว่าที่ภรรยาอยู่นอนค้างคืน 1 คืน แต่เธอไม่ตกลง ผมจึงต้องเดินทางกลับบ้านกับเธอ

ระหว่างทางเธอจึงบ่นกับผมว่า “ไหนคุณบอกว่าแม่ทำการค้าไง ทำไมกลายมาเป็นเก็บขยะขายล่ะ?

หลังจากที่แต่งงานกับคุณแล้วก็มาอาศัยอยู่กับขยะเหล่านี้หรอ? คุณไม่คิดที่จะซื้อบ้านหรอ? หากไม่ซื้อบ้านฉัันก็จะไม่ตกลงแต่งงานด้วย” คำพูดเหล่านั้นของเธอทำผมจิตใจสับสนมาก

 

หลังจากนั้นพ่อแม่ของเธอเสนอว่าจะช่วยออกเงินซื้อบ้านให้ แต่ขอให้เป็นคนกตัญญูรู้คุณบิดามารดา  แต่พ่อผมไม่ยอม “เสี่ยวหมิง เขาจะให้ลูกเป็นลูกเขยที่แต่งเข้าบ้านเขา แต่ลูกเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านเรา เพราะฉะนั้นพ่อไม่ยินยอมเด็ดขาด

จากนั้นต่อมา 1 ปี พ่อของผมได้รับอุบัติเหตุขณะทำงาน และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แม่เสียใจกับการจากไปของพ่อมาก และไม่เห็นด้วยกับเรื่องแต่งงานของเรา

ว่าที่ภรรยาของผมจึงเสนอว่า “เอาอย่างนี้ไหม เราไปมาทั้งสองฝ่าย พักบ้านพ่อแม่ฉันช่วงหนึ่ง และไปๆมาบ้านแม่ของเสี่ยวหมิงด้วย อย่างงี้ดีกว่าไหม ตอนนี้เธอก็รีบตกลงเรื่องแต่งเข้าบ้านมาเป็นลูกเขยกับพ่อแม่ฉันก่อนดีไหม?” ตอนนั้นผมใจอ่อน

แม่เห็นท่าทีของผมที่อยากจะแต่งงานกับเธอมาก จึงยอมตกลงเรื่องงานแต่งของเราด้วยความจำยอม

ใกล้วันงานเข้ามามากแล้ว จู่ๆว่าที่ภรรยาผมก็ถามขึ้นมาว่า “แม่ของคุณจะมาร่วมงานแต่งของเราไหม?” ผมตอบไปว่า “แน่นอนอยู่แล้ว”

เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “ถ้าอย่างนั้นขอให้แม่ของคุณรักษาภาพพจน์หน่อยได้ไหม เพราะพวกเราจะจัดงานที่โรงแรมชื่อดัง อย่าให้ขายหน้าพ่อแม่ฉันนะ”

ตอนนั้นผมเหมือนมีมีดแทงที่หัวใจ เพราะใบหน้าของเธอที่แสดงออกว่ารังเกียจแม่ผมแค่ไหน ทำให้ผมโกรธมาก เราสองคนก็มีปากเสียงขึ้น สุดท้ายเธอบอกว่าจะไม่แสดงกิริยาแบบนี้อีก และจะเคารพแม่ของผมให้มากขึ้น

 

ในงานวันแต่งของเราพ่อแม่ของเธอเป็นคนจัดการทั้งหมด ทุกอย่างดูหรูหรามาก แต่แล้วแม่ของผมก็ยังไม่มา งานเริ่มไปกว่าครึ่งรายการก็ยังไม่เห็นแม่ของผม ตอนนั้นในใจคิดว่า “สงสัยแม่คงไม่มาแล้วมั้ง?”

และแล้วแม่ของผมก็มา แต่เธอสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ธรรมดาเหมือนที่ใส่ทุกวัน แม่ไม่ได้ใส่ชุดและรองเท้าที่ภรรยาผมซื้อให้

ทันใดนั้นภรรยาที่สวมชุดเจ้าสาวของผมสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เวลาที่ญาติบ่าวสาวขึ้นถ่ายรูป แขกทุกคนมองแม่ผมตาไม่กระพริบเลย

ถึงแม้ว่าแม่ของผมจะอายุแค่ 48 ปี แต่เธอก็มีผมขาวเต็มหัว แลดูแก่มาก พ่อแม่ของภรรยาผมให้ซองแดงที่หนามากแก่ผมและภรรยา ส่วนแม่ของผมก็ให้ซองแดงที่เบาๆบางๆ ยับๆ แต่ภรรยาผมแทบจะไม่อยากจับยังไม่ยอมพูดคำว่า “ขอบคุณคะแม่” อีกด้วย

ตอนญาติบ่าวสาวให้โอวาส แม่ผมเพิ่งจะอ้าปากพูดคำแรก แขกทั้งงานก็หัวเราะเยาะเธอ ทำให้ภรรยาผมรู้สึกขายขี้หน้าอย่างมาก ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองแขกทั้งหลาย

แม่ผมพูดว่า “ลูกชายและสะใภ้ที่รัก วันนี้เป็นวันดีของทั้งสองคน แม่ก็ไม่รู้จะมอบอะไนให้เป็นของขวัญ ข้างนอกมีรถคันหนึ่ง แม่ให้ลุงช่วยขับมาให้ นี่เป็นของขวัญที่แม่ซื้อให้ทั้งสอง หวังว่าหลังแต่งงานไปจะกลับมาเยี่ยมแม่บ่อยๆนะ” 

พอแม่พูดจบลง ทำแขกทั้งงานถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง จากนั้นก็มีเสียงปรบมือที่ดังสนั่น แขกเหรื่อพากันชื่นชมแม่ของผม

หลังจากกินข้าวเสร็จ แม่ของผมก็จะกลับบ้านนอกแล้ว พ่อแม่ของเธอก็ถามผมว่า “ได้ซื้อตั๋วรถให้แม่หรือยัง?” แม่ผมจึงยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องลำบาก แม่กลับบ้านเองได้ที่บ้านมีงานยุ่ง ต้องรีบกลับบ้านก่อนนะ วันหลังมีโอกาสแวะมาเยี่ยมแม่บ่อยๆนะ” 

พ่อแม่เธอไม่สนใจเลยว่าแม่จะกลับไปแล้ว ไม่พยายามรั้งให้อยู่ต่อ เหมือนกับว่าไปเสียได้ก็ดี  แต่ผมขอร้องให้แม่อยู่ค้างที่บ้านสัก 2-3 คืน แต่แกก็ไม่ยอม ยืนยันจะกลับบ้านที่ชนบทให้ได้

 

ในคืนนั้นเอง ผมและภรรยาอยู่ในห้องกัน 2 คน เธอก็เริ่มแกะซองที่ญาติผู้ใหญ่ให้บ่าวสาว  ซองแรกคือซองที่พ่อแม่เธอให้เปิดออกมามี 10,000 บาท เธอดูดีใจเป็นอย่างมาก

ส่วนซองของแม่ผมเธอแทบไม่อยากเปิดตาดูเลย แต่เมื่อเปิดออกมาดูก็เห็นเป็นสมุดบัญชีในนั้นมีเงินมากถึง 700,000 บาท แม่ผมไปเอาเงินมาจากที่ไหนตั้งมากมาย ทั้งรถและเงินในบัญชี

เมื่อภรรยาผมเห็นดังนั้น ก็รู้สึกระอายใจมากที่เมื่อก่อนเคยดูถูกท่านไว้ พร้อมทั้งร้องไห้อย่างหนักพูดว่า “ขอโทษจริงๆนะคะ เสี่ยวหมิงที่เข้าใจผิดแม่ของคุณมาตลอด ตอนแรกที่ฉันรัับไม่ได้จริงๆ เกี่ยวกับธุระกิจที่แม่คุณทำอยู่ ไม่นึกว่าแม่ของคุณจะรักคุณและฉันมากขนาดนี้”

สุดท้ายมีนักจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาครอบครัวออกมาให้คำแนะนำว่า

1.ลองหันหน้ามาคุยกับพ่อแม่ภรรยาดีๆ จัดวางเวลาให้ดี อย่าลำเอียงและอย่าทำร้ายจิตใจของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายด้วย

2.พาภรรยากลับบ้านแม่นั่งลงคุยปรึกษากันดีๆ ให้ภรรยาทำงานที่พ่อแม่อยากให้ทำ คุณและภรรยากลับไปพักบ้านพ่อแม่ของเธอบ้าง เพื่อให้อารมณ์ของพวกเขาเย็นลงก่อน

3.เป็นรูปผู้ชายที่สามารถพึ่งพาได้ปกป้องแม่ และภรรยาที่รัก เพราะแม่อยู่คนเดียวไม่มีพ่อเคียงข้างแล้ว

4.ดูแลเรื่องเงินให้ดี เพราะเงินเหล่านี้แลกมาด้วยชีวิต ยังต้องคิดเพื่ออนาคตหากแม่แก่เฒ่ามา จะต้องมีเงินก้อนหนึ่งเพื่อเลี้ยงดูท่าน

กตัญญูกตเวที คือ ความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย

 

ที่มา LIEKR