วันนี้เราจะมาเรียนรู้ศาสตร์พระราชาข้อหนึ่ง ที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรได้ นั่นก็คือ การเลี้ยงดินด้วยศาสตร์การห่มดิน ของในหลวงรัชกาลที่ 9

 

เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยได้ยินคำนี้ เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช แต่เราเลี้ยงดินได้ด้วยหรือ ถ้าเลี้ยงได้ก็แปลว่าดินมันต้องมีชีวิตนะสิ?

แล้วเราจะเลี้ยงมันอย่างไร ต้องใช้อะไรบ้าง แล้วทำยากไหม คำถามเหล่านี้จะได้รับคำตอบหรือไม่ ก็อยู่ที่ผู้อ่านแล้วแหละครับ

ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่าดินที่ดีนั้นเป็นอย่างไร และสังเกตได้จากอะไรบ้าง??

5 ส่วนประกอบของดินที่ดีตามธรรมชาติ ได้แก่ อินทรีย์วัตถุ 3-5% ความชื้น 25% อากาศ 25% สารอาหาร 45% สิ่งมีชีวิตเล็กๆ 1-2%

อินทรีย์วัตถุ ก็คือ เศษพืชสัตว์, มูลสัตว์ ที่ย่อยสลายแล้ว

ความชื้น ก็คือ น้ำ ซึ่งน้ำเป็นหัวใจสำคัญของทุกชีวิต แน่นอนว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีน้ำหรือไม่มีความชื้นอยู่เลย ก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเติบโตอยู่ได้เช่นกัน

อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยว่า ดินต้องมีอากาศด้วยหรอ ถ้าเล่าย้อนกลับไปในช่วงที่ผมเรียนอยู่ประถม ในการทดลองวิทยาศาสตร์ คุณครูให้นำดินมาโรยลงในน้ำและสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผมจำได้แม่น เลยว่า พยายาม สังเกต  หลายอย่างมาก แต่ก็ตอบไม่ถูกสักที สุดท้ายคุณครูก็เฉลยว่า เราจะเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมา เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมาก นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งที่บ่งบอกว่า ในดินก็มีอาอาศอยู่ด้วย

สารอาหาร ต้องบอกก่อนว่าดินเป็นเพียงโครงสร้างที่เอาไว้ยึดเกาะ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นไม้โต สิ่งที่จะทำให้ต้นไม้โตได้นั้นก็คือ สารอาหาร ซึ่งมันก็มาจาก อินทรีย์วัตถุ, ปุ๋ย และจุลินทรีย์

ตัวอย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ ต้นผักจะลอยอยู่ในน้ำโดยใช้โครงสร้างพลาสติกในการยึดเกาะและเติบโตด้วยสารอาหารจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยที่ไม่ต้องใช้ดินแม้แต่น้อย

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก็อย่างเช่น จุลินทรีย์, เชื้ อรา, ไส้เดือน, แมงมุม และมด สิ่งมีชีวิต เหล่านี้จะคอยเกื้อกูล ผลประโยชน์ให้กับพืช เช่น ไส้เดือน ช่วยย่อย เศษขยะ ให้กลายเป็ยปุ๋ย รวมถึงพรวนดิน ให้มีความร่วนซุยด้วย

แมงมุม คอยดักจับแมลง, หนอน และเพลี้ยอ่อน ที่จะเข้ามาทำพืช จุลินทรีย์ ช่วยย่อยมูลสัตว์ ให้กลายเป็นอาหารพืช

 

ถ้าดินของเรามีครบทั้ง 5 อย่างนี้ นั่นก็แปลว่า ดินของเราเป็นดินที่ดี และมีชีวิตแล้ว แต่ถ้ายังไม่ครบละ

เราก็มาเริ่ม เลี้ยงดินกันเถอะ การเลี้ยงดินด้วยการห่มดิน เป็นการสร้างระบบนิเวศ ให้ฟื้นกลับคืนมา อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

 

วิธีการเลี้ยงดิน ด้วยศาสตร์การห่มดิน

ขั้นตอนแรก การปรุงอาหารเลี้ยงดิน โดยการนำมูลสัตว์หรือปุ๋ยห มัก มาโรยรอบๆบริวณ ทรงพุ่มใต้ต้นไม้ เพื่อเป็นประโยชน์ดังต่อไนี้ กระตุ้นให้จุลินทรีย์ สร้างอาหารสำหรับพืช ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดี ร่วนซุยขึ้น ช่วยดูดซับธาตุอาหารไว้ให้แก่พืช

ปกติแล้วเวลาที่เราใส่ปุ๋ย ต้นพืชจะไม่ได้นำปุ๋ยนั้น ไปใช้ได้ทั้งหมด ปุ๋ยบางอย่างพืชดูดไป ได้ช้า อาจถูกการ ชะล้างจากน้ำฝน หรือน้ำที่เรารด ไปก่อนได้ ช่วยปรับค่า กร ด – ด่าง ของดิน ให้เหมาะสมกับการ เติบโตของพืช

ขั้นตอนที่ 2 การห่มดิน ในขั้นตอนนี้ เราจะนำศาสตร์ การห่มดินของพระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้

โดยการนำฟางข้าว หรือเศษพืชที่หาได้ง่าย เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้าแห้ง วัชพืชต่างๆ มาคลุมให้ทั่วบริเวณ ทรงพุ่มที่เราได้โรยมูลสัตว์ไว้ ความหนา 1 ฝ่ามือและห่างจากโคนต้น ประมาณ 1 คืบ เพื่อรักษาความชื้น และความร้อน หน้าดิน ทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินเกิดการ ขยายตัวมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 3 ให้เราคอยรักษา ความชื้นภายใต้ฟาง เอาไว้ โดยการรดน้ำตามปกติ เพื่อเพิ่มจำนวน สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในบริเวณนั้นให้มีมาก ๆ และเสริมด้วยน้ำหมักจุลินท รีย์ เช่น จุลินท รีย์สังเคราะห์แสง ที่ทำได้ง่ายในเวลา 1 เดือน เพื่อให้จุลินท รีย์ทำการย่อย อาหารบริเวณนั้นออกมาให้กับพืช

การตรวจสอบ ความสมบูรณ์จากรากพืช

การห่มดิน จะทำให้รากพืชบางส่วน งอกขึ้นมาหาอาหารบนดิน ซึ่งรากพืชนั้น สามารถบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ ของต้นพืชได้

โดยการเปิดหน้าดิน เล็กน้อยแล้วสังเกต ที่ปลายราก ถ้าปลายราก ยาวอวบสดใส มีจำนวนมาก แสดงว่าต้นสมบูรณ์ดี แต่ถ้าปลายรากเรียวเล็ก ก็แสดงว่าความสมบูรณ์ยังน้อย

ประโยชน์ของฟางข้าว เป็นอาณาจักรของสัตว์ ที่เป็นมิตรกับต้นพืช ปรับโครงสร้าง ของดินให้เกิดความสมดุล ลดการระบาดของแมลงพืช เพิ่มปริมาณอิน ทรีย์วัตถุในดิน ช่วยรักษาความชื้นหน้าดิน

มีคำกล่าวหนึ่งว่า ฟางข้าว เปรียบเสมือนรถ มือหนึ่ง ส่วนมูลโคมูลกระบือ เปรียบเสมือนรถมือสอง โคกระบือ กินหญ้ากินฟางไป บำรุงร่างกาย ส่วนที่เหลือ ก็ขับถ่ายออกมา ประโยชน์จึงเหลืออยู่น้อย เมื่อเทียบกับฟาง ที่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งานเลย

ดังคำกล่าวอีกคำหนึ่งว่า ต้องใช้มูลโคมูลกระบือ 10 ส่วน จึงจะเทียบเท่าฟาง 1 ส่วน ถ้าหากเรานำฟางข้าวมาใช้ 130 กิโลกรัม เมื่อมันย่ อยสลายแล้ว เราจะได้สารอาหารโดยประมาณดังนี้

N ไนโต รเจน 8 ขีด P ฟอสฟ อรัส 1 ขีด K โพแท สเซียม 2 กิโลกรัม SiO2 ซิลิกา 13 กิโลกรัม

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ฟางข้าวนั้น มีธาตุสิ ลิกาอยู่มากทีเดียว ซึ่งจะช่วยสร้าง ความแข็งแรง และความทนทานต่อ แมลงให้กับต้นพืชได้อย่างดี

ที่มา https://www.blog-cocosth.com