ในตอนนี้กระแสกัญชา กำลังมาแรงมากๆในประเทศไทย ซึ่งหลายคนหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสร้างรายได้เข้ากระเป๋าถ้าหากฎหมายของไทยให้ปลูกได้แบบเสรี เพราะปัจจุบันกัญชานั้นมีราคาแพงมาก  แต่วันนี้เราได้นำข้อมูลอีกด้าน ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ มาให้ได้อ่านกัน

กัญชาล้นตลาดอเมริกา สัญญาณเตือนคนไทยหวังรวย

ในยุคกัญชาฟีเวอร์ คนไทยกลุ่มหนึ่งฝันหวานจะปลูกกัญชาส่งนอก โกยเงินมากกว่าข้าว แต่ตอนนี้ ตลาดที่วาดหวังกำลังมีปัญหากัญชาล้น ราคาตกวูบ ในแคนาดาที่ทั้งประเทศ 10 มณฑล ขณะนี้กำลังปวดหัวกับปัญหากัญชาล้นตลาด ขณะที่สหรัฐอเมริกาที่เปิดให้กัญชาถูกกฎหมาย 33 รัฐล่าสุด

ขณะนี้ปัญหากัญชาล้นตลาดกำลังขยายตัวเช่นกัน  จากรัฐโอเรกองที่ผลิตเกินความต้องการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขยายไปโคโลราโดและแคลิฟอร์เนียแล้ว

บรรดาเกษตรกรที่ได้รับใบอนุญาตปลูกกัญชา พากันเรียกร้องให้รัฐบาลประจำรัฐของพวกเขา ยุติการออกใบอนุญาตปลูกกัญชารายใหม่ และงดต่อใบอนุญาตสำหรับผู้ปลูกรายเก่าที่ขาดคุณมบัติ

กัญชาเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลที่มีอัตราเติบโตเร็วรุดที่สุดในสหรัฐขณะนี้  บริษัทผลิตกัญชาครบวงจรกลายเป็นบริษัทมหาชน เป็นหุ้นตัวหนัก ( weighted stock)  เฉพาะ 13 รายใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นหลักของวอลสทรีต 3 มาร์เก็ตแคปรวมกว่า 16.9 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 524,000 ล้านบาท)

คนไทยใจกัญชาได้ยินข่าวนี้แล้ว ย่อมจะหูผึ่งเอาไปฝันหวาน ว่าถ้าคนไทยปลูกกัญชาได้เสรี จะสามารถส่งออกไปขายตลาดเหล่านี้ โกยเงินเข้าประเทศมากกว่าสินค้าส่งออกทุกประเภทรวมกัน

นักการเมืองบางคนก็สร้างฝันต่อยอดให้อีกว่า จะสนับสนุนการปลูกจนกัญชาแทนที่ข้าวในฐานะสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทยซึ่งเป็นผู้ครองตลาดข้าวโลกอยู่ในขณะนี้

แต่ความเป็นจริงที่ยังมองข้ามกันอยู่ก็คือ ตลาดที่ไทยฝันว่าจะส่งกัญชาไปขายนั้น ไม่ใช่จะไปกันได้ง่ายๆ

ลาวที่เรามักจะอ้างอิงเสมอว่าปลูกกัญชาเสรีทำเงินกันเป็นกอบเป็นกำจากการส่งออกนััน แท้จริงแล้ว คือตลาดประเทศไทย บช.ปส.จับได้แทบจะเดือนเว้นเดือน ครั้งละ เป็นตันๆ

ส่วนที่อ้างว่าส่งไปอมริกานั้น ตอนนี้ถูกตีกลับแล้ว ด้วยเหตุผลว่า กัญชาลาวปนเปื้อนสารเ ค มี อั น ต รา ย โดยเฉพาะยา ฆ่ าห ญ้า รวมทั้งมีสารโลหะหนัก

ทั้งนี้เพราะกัญชาพันธุ์พื้นเมืองในย่านนี้ ไม่ว่าจะพันธุ์หางกระรอกของไทย หรือของลาว เวียดนาม เมียนมาร์ ล้วนเป็นพืชที่ดูดซึมโลหะหนักจากดินได้เก่ง โดยเฉพาะส า ร ต ะ กั่ ว

แต่ที่ส่งออกไปญี่ปุ่นได้นั้น เป็นพันธุ์ที่นักลงทุนญี่ปุ่นนำมาให้เกษตรกรลาวปลูกและตวบคุมการปลูก เพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีตามต้องการ  คือไม่มีสารปนเปื้อน ดอกให้น้ำมันกัญชาที่มีสารสำคัญที่ใช้ทางการแพทย์ได้สูง คือสาร CBD กับ THC

เช่นเดียวกันกับสหรัฐและแคนาดา ที่ใช้กัญชาพันธุ์ผสมใหม่ (hybrid) ที่ให้สารสกัดที่ต้องการได้สูง ( high yielding )  กัญชาพันธุ์ผสมใหม่แม้จะปลูกได้ในประเทศเขตอบอุ่น แต่ก็ต้องปลูกในสภาพแวดล้อมที่ปกปิด มิให้เชื้อราเข้าไปสิงสู่ได้  เพราะแม้จะให้สารสำคัญสูง ทว่าก็อ่อนแอ เพราะเกิดจากการผสมพันธุ์ใหม่ ย่อมจะไม่แข็งแรง ทนโรค ทนรา ทนสภาพแวดล้อมเลวร้ายได้เท่าพันธุ์พื้นเมือง

สายพันธุ์ (strains) ที่ให้สารสกัด CBD กับ THC สูงสุด 5 สายพันธุ์ได้แก่

1.สายพันธุ์ ACDC (The Marijuana Strain That Leaves You Feeling Thunderstruck)

สายพันธุ์นี้เป็นการผสม 50-50 ระหว่างสายพันธุ์ที่ให้ CBD สูงถึง 20% และสายพันธุ์ที่ให้ THC สูง 6% เหมาะแก่การใช้ทางการแพทย์และสันทนาการ ต้นทุนผลิตสารสกัดต่ำ เนื่องจากยีลดิ้งสารสำคัญสูง

 

2.พันธุ์ Charlotte’s Web (The World’s Most Famous Marijuana Strain)

สายพันธุ์นี้ ให้ CBD 20% แต่ให้ THC ซึ่งทำให้เมา (แบบกัญชาๆ) น้อยมาก เหมาะสำหรับทำยารักษาโรคเกี่ยวกับสมอง เช่นลมบ้าหมู (ลมชัก) พาร์กินสัน อัลไซเมร์ส สมองเสื่อม มะเร็ง ฯลฯและใช้ผสมในอาหาร ขนมหวาน เครื่องดื่ม ผู้ที่แพ้สารเมาเบื่อสามารถบริโภคได้

 

3 – Ringo’s Gift (The Marijuana Strain That Has Nothing to do With Ringo Starr!)

สายพันธุ์นี้ ตั้งตามชื่อริงโก้ สตาร์ดาราเพลงป๊อปยอดฮิตยุค ’80 ให้ CBD 20% เช่นกัน แต่ THC สูงขึ้น คือ 1% ใช้เสพแบบสูบแล้วครื้นเครง เพราะมี THC สูง เหมาะแก่การใช้เป็น recreational marijuana กัญชาสันทนาการ

 

4 – Harle-Tsu (The Painkilling Marijuana Strain)

พันธุ์นี้เน้นแก้อาการปวด (painkiller) ให้ CBD ถึง 22% THC 1% แม้จะมีปริมาณสาร THC สูง แต่รสชาติกลับนิ่มนวล หอมละมุน เหมาะแก่การใช้ทั้งด้านการแพทย์และด้านสันทนาการ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังสำหรับการใช้ทางการแพทย์ เพราะ CBD เข้มข้น ต้องกำหนด dose ให้พอเหมาะ

 

5 – Harlequin (The Unique Hybrid Marijuana Strain)

พันธุ์์นี้เป็นการผสมกันระหว่างพันธุ์ที่ให้ CBD กับ THC ในสัดส่วน 5-2 ทำให้ให้ CBD 10% และ THC 4% เหมาะสำหรับการใช้เพื่อความบันเทิงเริงรมย์ ครื้นเครงกระฉับกระเฉง

พันธุ์กัญชาเหล่านี้ หากนำมาปลูกบ้านเรา อย่างที่สายการแพทย์แผนปัจจุบันกำลังทำกันอยู่ จะต้องลงทุนสูง ท้งด้านโรงเรือน ด้านอุณหภูมิ ด้านแสง ด้านดิน ด้านปุ๋ยฯลฯ

ส่วนกัญชาพื้นเมืองของเรา ใช้สูบ ใช้เข้าตำรับยา 16 ขนานตามที่ทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ประกาศไปแล้วจะเหมาะกว่า

และหากใช้ทำน้ำมันกัญชารักษาม ะ เ ร็ ง ได้ ก็ต้องศึกษากันด้านผลภายหลังการรักษาที่มีระยะเวลาความปลอดภัย ( duration of toxicity studies)ถึง 5 ปีกันต่อไป

เพราะมนุษย์แต่ละคนมีธาตุเจ้าเรือนต่างกัน มีกรุ๊ปเลือดต่างกัน ยาตัวเดียวกัน ตำรับเดียวกัน รักษาคนหนึ่งหาย แต่คนอื่นๆอาจจะไม่หาย  ตามที่ปรมาจารย์แพทย์ท่านว่า ลางเนื้อ ชอบลางยา นั้นแล

แสงไทย เค้าภูไทย

จากข้อความดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ถึงแม้กัญชาจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษเหมือนกัน และก็ไม่ใช่ง่ายๆเลยที่จะปลูกได้ตามที่ต้องการ เพราะอาจจะไม่เหมือนที่หลายคนวาดฝันไว้ก็ได้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here