“หมอพื้นบ้าน” ยันกัญชาเ ส พแค่ไหนก็ไม่ติด แนะรัฐนำร่องปลูกในบางจังหวัด ทดแทนพืชไร่ราคาตกต่ำ

เผย กัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเท่ากับ นาข้าว 10 ไร่ ต้นสดกิโลละ 20,000 สกัดเป็นสาร กิโลละล้าน 

 

แม้จะยังไม่ลงตัวเกี่ยวกับมาตรการปลดล็อคกัญชาจากยาเส พ ติ ดให้โทษประเภท 5 เป็นประเภท 2 เพื่อให้สามารถไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

นอกจากนี้ยังมีกระแสถกเถียงเรื่องข้อกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเสพกัญชามากขึ้นหรือไม่ ถึงกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า “กัญชา พืชร้ายหรือสมุนไพรทางเลือก”  โดยมองว่า อาจจะเป็นโทษมากกว่า

โดยหมอประเดิม ส่างเสน เลขานุการหมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยของหมอพื้นบ้านภาคเหนือ และคณะทำงานหมอพื้นบ้านชนเผ่าลุ่มน้ำโขง และเป็นทายาทหมอชนเผ่ารุ่น 12

ซึ่งรักษาโรคตามคัมภีร์โบราณมากว่า 1,000 ปี ขอยืนยันว่า กั ญ ช าไม่ใช่ ย า เ ส พ ติ ด เ ส พนานแค่ไหนก็ไม่ติด พวกที่เ ส พ แล้วเกิดอาการทางจิตประสาทนั้นเป็นเพราะ ไปพลิกแพลงผิดประเภท

โดยทำในรูปโรยสังขยา ซึ่งหมายถึงมีการผสม ผงขาว เ ฮ  โ ร อี น ฝิ่ น จนเกิดเป็นโท ษ ทั้งที่ความจริงโดยเนื้อแท้ของแล้ว หมอพื้นบ้านรู้ดีว่า ไม่มีทางติดแน่นอน

หมอประเดิม  กล่าวด้วยว่า กั ญ ช า มีสรรพคุณรักษาโรคได้กว่า 50 โรค 100 กว่าอาการ รวมถึงช่วยชะลอวัยได้ด้วย

เนื่องจากในกัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน คือ สาร Cannabidiol ซึ่งเป็นสารที่มี่อยู่ในตัวมนุษย์  ทำหน้าที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบบวมโตของแผลหรือเนื้องอก ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก

และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ และสาร Tetrahydrocannabinol ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม อีกทั้งยังเป็นตัวที่ทำให้ระบบประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร

“คนทั่วไปมักคิดว่า วิธีใช้คือการสูบเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว วิธีหยอดใต้ลิ้นด้วยสารสกัดจะได้รับทั้งสารทั้งสองชนิด สูงกว่า

ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคทางสมองเพราะกัญชาจะไปเปิดระบบประสาท ทำให้ตัวกัญชาซึมเข้าสู่ระบบประสาทได้เร็วกว่าการกิน เช่น ผู้ป่วยสันนิบาต พาร์กินสัน ลมชัก” หมอประเดิม กล่าว

หมอประเดิม กล่าวอีกว่า  สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังก็สามารถใช้ทา ส่วนรายที่รักษาริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปากมดลูก

เขาก็แนะนำให้ใช้วิธีเหน็บทางทวารหรือช่องคลอด อย่างไรก็ตามผุ้เข้ารับการรักษาต้องได้รับการดูแล และต้องใช้กัญชาในปริมาณตามที่หมอกำหนดและสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยสามารถดูดซึมได้มากกว่าเดิมด้วย

“พวกเราสนับสนุนการออกกฎควบคุม แต่ต้องไม่ปิดกั้นหมอพื้นบ้านในการใช้เพื่อการรักษา

เพราะกัญชาสามารถทำให้การดูดซึมยา ทั้่งแผนโบราณและปัจจุบัน ให้ไปรักษาได้ตรงคน ตรงโรค มีงานวิจัยมากมายที่มีผลการรักษายืนยัน และหลักฐานเชิงประจักษ์” หมอประเดิม กล่าว

 

เลขานุการหมอชนเผ่า กล่าวด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลให้กำหนดพื้นที่ปลูกกัญชานำร่อง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้เครือข่ายหมอพื้นบ้านได้ประชุมร่วมกันโดยมีผู้แทนจากจังหวัดภาคเหนือ

ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย ลำพูน ลำปาง รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ มหาสารคาม และภาคตะวันออกคือ ชลบุรี

โดยจะนำเสนอรัฐบาลเร็ว ๆ นี้ ส่วนที่มีข่าวกรมทรัพย์สินเปิดให้มีการจดสิทธิบัตรกับต่างประเทศนั้น ทางหมอพื้นบ้านติดตามข่าวตลอด และเตรียมพร้อมที่จะไปจดบ้าง

อยากให้เปิดเผยและให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน และเชื่อว่า กัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้กับประเทศไทย และจะสามารถยืดอายุคนไทยให้ยาวนานขึ้นด้วย

“ปัจจุบันเกษตรกรพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ หากมีการเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกในบางพื้นที่ที่มีดินที่เหมาะสมมาเป็นกัญชาก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ เพราะกัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเทียบได้กับปลูกข้าว 10 ไร่

กัญชาในตลาดมืดเวลาต้นสด กิโลกรัมละ 25,000 บาท และหากสกัดเป็นสาร ก็สามารถจำหน่ายและส่งออกได้ถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท”

หมอประเดิม กล่าวพร้อมระบุว่า ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่ก็มีหมอพื้นบ้านบางส่วนปลูกกัญชาเพื่อการรักษา ซึ่งจากที่ได้ประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย

ท่านก็แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่า อยากให้ทำให้ถูกต้อง โดยขอให้ทำเป็นขั้นเป็นตอน และนำสิ่งที่ทำกันใต้ดินมาอยู่บนดินให้หมด

ที่มา naewna.com

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here